บล็อกนี้ ผู้เขียน เขียนจากประสบการณ์ตรง เพราะการต่อสู้กับ"สโตรค" ภัยร้ายที่ยืนอยู่หน้าบ้านคุณ มันพร้อมที่จะเคาะประตูมาเยือนคุณทุกเมื่อ มันคือโรค "เส้นเลือดในสมอง" ค่ะ มันอาจจะ "แตก ตีบ หรือตัน" แล้วแต่ใครเป็นมากหรือเป็นน้อย สาเหตุของโรคนี้ก็มีให้ศึกษาเยอะแยะ อาจจะเกิดจาก โรคความดันโลหิตสูง หรือเกิดจากความเครียด การดื่มแอลกอฮอล์มาก การพักผ่อนไม่เพียงพอ ( แนะนำให้อ่านจากเมนูต่าง ๆ ได้เลยค่ะ หรือจะไปคุยกันที่ กลุ่ม Facebook ก็เชิญที่กลุ่ม "สโตรค โรคเลือดในสมอง" ค่ะ
วันพุธที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2569
อย่าเชื่อทุกสิ่งที่คุณเห็น
บทสนทนาระหว่างฉันกับเพื่อนใหม่(เป็นโรคหัวใจ)ที่โรงพยาบาล..☘☘☘☘☘
==========================================
ฉัน: คุณรู้ไหมที่คุณเห็นหรือที่คุณรู้ คืออะไร ..
เพื่อน: คุณเป็นอัมพฤกษ์ แต่คุณก็ดูดีมาก... ว่าที่จริงฉันอยากเป็นคุณมากกว่าฉันเสียอีก ที่รู้มาSTROKE น่าจะเป็นกับคนแก่เท่านั้นนะ"
ฉัน: มันก็จริงนะ เพราะใคร ๆ ก็พูดกันอย่างนั้น
เพื่อน: คุณเป็นสโตรค แต่คุณทำงานได้ คุณดูปรกติมาก
ฉัน: ใช่ และคุณไม่มีทางเดาได้ว่าฉันผ่านสิ่งต่าง ๆ ไปทุกวันได้อย่างไร เพื่อให้ใคร ๆ เห็นว่าฉันปกติในทุกวิถีทาง
☘☘☘ คุณไม่สามารถเห็นรอยแผลเป็นทางอารมณ์ที่ฉันซ่อนมันไว้ และทำไมฉันถึงต่างจาก *อารีย์ *วิภา และ*อรวรรณ เพื่อนๆ ที่ทรมานจากโรคสโตรคเหมือนฉัน
***คุณไม่มีทางรับรู้ถึงพลังงานและความพยายามที่ฉันใช้เวลาเดินข้ามถนน หรือถีบจักรยาน
***คุณไม่มีทางรับรู้ถึงความรู้สึกเจ็บปวดเมื่อฉันเดินนับก้าวของตนเอง เป็นร้อย ๆ ก้าว เพื่อที่จะเดินไปโรงพยาบาล ระยะทาง 1 กิโล
***หรือดูเท่าไหร่ก็ไม่มีทางรู้สึกถึงแรงเหวี่ยงของการพยายามขยับแขนของฉัน
แต่สิ่งที่คุณเห็นคือรอยยิ้มจอมปลอมของฉันและคุณพยายามมองว่ามันมีเสน่ห์
อารมณ์คือสิ่งที่ไม่เคยรบกวนฉันมาก่อน !!
แต่...ตอนนี้มันเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตใหม่ของฉันและมันเติบโตมากขึ้นทุกวัน
"สิ่งโง่ๆ"ที่คนพูดโดยไม่คิด มักจะทำให้ฉันหงุดหงิดอย่างรุนแรงและอยากจะเถียงกับพวกเขาทุกครั้งไป
ฉะนั้น จึงอยากจะแบ่งปันว่าอย่าเชื่อทุกสิ่งที่คุณเห็น..
อยากรู้อะไร คุณพียงแค่ถาม....และฉันจะบอกคุณว่าสิ่งที่ "เป็นฉัน" มันคืออะไร....
☘☘☘☘☘☘❤☘☘☘☘☘☘❤☘☘☘☘☘
You said you shot them,
As she went to bed, the 81-year-old woman said to her 83-year-old husband:
Listen, I just looked out the window, and I think the garage light is on. Can you get up and go turn it off?
With great difficulty, the old man got up, opened the door, and walked out. He saw five or six burglars pounding on the garage door. He immediately called the police.
Listen, write down my address. It's just my wife and I here, and five or six thieves are attacking my garage. Send a police team quickly.
The dispatcher replied: "We have written down your address. Do not worry. No team is available at the moment. I'll send someone as soon as I have a team.
Frustrated, the old man watched the burglars fight with the locks in the garage. Two minutes later, he called the police back:
Look, there's no need to send someone anymore. I shot the five burglars.
At the police station, there was panic. In less than five minutes, a team of police arrived on the scene with a helicopter, paramedics, three doctors and two ambulances. They quickly subdued the criminals. Later, the team leader approached the old man and asked:
You said you shot them, didn't you?
And you didn't say that no team was available?
วันอังคารที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2569
The Flexible Mind
When I reflect back on how much happier I am these days compared to my life about 5 years ago, I realize it’s not all a result of better habits (though that’s a part of it).
Read more about Flexible mind here
วันจันทร์ที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2569
การต่อสู้ที่ไม่มีวันจบสิ้น ในที่สุดฉันก็เดินได้แล้ว!
การทำกายภาพบำบัดเพื่อฟื้นฟูในระยะแรก


ฉันพยายามกลับมาฝึกโยคะโดยเริ่มจากท่าเบสิคก่อน
คิดว่าไม่มีอะไรเกินความสามารถมนุษย์หรอก อาจจะใช้เวลานานกว่าคนปรกติ แต่เม่ื่อได้ตัดสินใจทำแล้ว ก็ต้องตัดสินใจสำเร็จด้วย ใช่ไหมคะ
ฉันผู้รอดชีวิตมาจากโรคเส้นเลือดในสมองแตก
อ่านเรื่อง โรคSTROKE ที่นี่ค่ะ
หมายเหตุ:
ขอเอาคำถามที่ส่งมา มาโพสต์ที่ความเห็นด้านล่างนะคะ หวังว่าคงมีประโยชน์กับผู้อ่านคนอื่น ๆ นะคะ
ส่วนคำถามยาวๆหรือส่วนตัวจริงๆ ส่งทางอีเมล์นะคะ (เก็บเป็นความลับค่ะ)
อีเมล์ maywarina@gmail.com
วันเสาร์ที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2569
จิล โบลท์ เทย์เลอร์
Brain researcher Jill Bolte Taylor studied her own stroke as it happened — and has become a powerful voice for brain
Why you should listen
What others say
00:00
ฉันโตขึ้นมากับการเตรียมตัวเพื่อศึกษาการทำงานของสมอง เพราะฉันมีน้องชายที่ถูกวินิจฉัยว่ามีโรคทางสมอง ที่มีชื่อว่า โรคจิตเภท (หรือ ความผิดปกติทางความคิด) และในฐานะของพี่สาว และในภายหลังในฐานะของนักวิทยศาสตร์ ฉันอยากจะเข้าใจว่าทำไม ฉันซึ่งสามารถมีความฝัน สามารถเชื่อมโยงมัน เข้ากับความเป็นจริง ทำให้ความฝันกลายเป็นจริงขึ้นมาได้ แต่ทำไมสำหรับสมองของน้องชายของฉันและ โรคจิตเภทของเขา ทำให้เขาไม่สามารถเชื่อมโยง ความฝันของเขา เข้ากับความเป็นจริงได้เหมือนกันกับพวกเรา แต่กลับกลายเป็นอาการจิตหลอน
00:33
ดังนั้นฉันจึงอุทิศอาชีพตัวเองให้กับการวิจัยในเรื่องของ ความผิดปกติทางจิตขั้นรุนแรง และย้ายจากบ้านเกิดที่มลรัฐ อินเดียนาไปที่เมืองบอสตันที่ซึ่งฉันทำงานใน ศูนย์วิจัยภายใต้การดูแลของ ดร.แฟรนซีน เบเนส ที่ มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ในคณะจิตเวชศาสตร์ และในศูนย์วิจัยเรากำลังถามกันว่า "อะไรคือความแตกต่างทางชีวภาพระหว่างสมองของ คนที่ถูกวินิจฉัยว่าปกติดี เมื่อเทียบกับสมองของผู้ที่ถูกวินิจฉัยว่าเป็น โรคจิตเภท โรคอารมณ์แปรปรวน หรือ โรคอารมณ์สองขั้ว"
01:05
ดังนั้นงานของเราจึงเกี่ยวข้องกับการวาดแผนผังการเชื่อมโยงกันระดับจุลภาค ของสมอง ว่าเซลล์ไหนสื่อสารกับ เซลล์ไหน โดยใช้สารเคมีอะไร และ ด้วยปริมาณสารเท่าไหร่ ชีวิตฉันจึงมีความหมายมาก เพราะว่าฉันทำงาน วิจัยแบบนี้ช่วงกลางวัน แต่พอตกเย็น และในทุกวันหยุด ฉันจะออกเดินทางเพื่อทำงานสนับสนุนให้กับ สมาคมเพื่อโรคทางจิตแห่งชาติ แต่ช่วงเช้าของวันที่ 10 ธันวาคม 1996 ฉันตื่นขึ้นมา และพบว่าฉันมีความผิดปกติทางสมองของฉันเอง เมื่อเส้นเลือดในสมองซีกซ้ายของฉันเส้นหนึ่งแตก และภายในระยะเวลาสี่ชั่วโมงต่อมา ฉันเฝ้าดูสมองของฉันเสื่อมลงอย่างสิ้นเชิงในเรื่องของความสามารถที่จะ ประมวลผลข้อมูลทั้งหลายทั้งปวง ในเช้าวันนั้นที่เกิดเส้นเลืิอดในสมองแตก ฉันเดิน พูด อ่าน เขียน หรือ จำอะไรเกี่ยวกับชีวิตของฉันไม่ได้เลย สรุปก็คือว่าฉันได้กลายเป็นทารกในร่างผู้หญิง
02:05
ถ้าคุณเคยเห็นสมองของมนุษย์ คุณจะเห็นได้ชัดว่าสมองแต่ละซีกแบ่งแยกจากกันโดยสิ้นเชิง และฉันได้นำสมองจริงๆมาให้คุณดู นี่คือสมองมนุษย์จริงๆ
02:28
ตรงนี้คือส่วนด้านหน้าของสมอง นี่คือส่วนด้านหลังของสมองที่มีไขสันหลังยื่นลงมา และนี่คือตำแหน่งที่สมองจะอยู่ภายในหัวของฉัน เวลาคุณดูสมอง จะสังเกตได้ง่ายว่า ส่วน เยื่อหุ้มสมองของทั้งสอง แยกออกจากกันโดยสิ้นเชิง สำหรับท่านที่เข้าใจการทำงานของคอมพิวเตอร์ สมองซีกขวาทำงาน ทำงานทุกขั้นตอนพร้อมๆกัน ในขณะที่สมองซีกซ้ายทำงานแบบ ทีละขั้นทีละตอน สมองของแต่ละซีกสื่อสารระหว่างกันเอง ผ่านสะพานเชื่อมระหว่างทั้งสองซีกที่เรียกว่า คอร์ปัส คาโลซัม ซึ่งประกอบไปด้วยแกนประสาทประมาณ 300 ล้านเส้น แต่นอกจากสะพานเชื่อมส่วนนี้แล้ว สองซีกนี้ก็แยกออกจากกันโดยสิ้นเชิง เนื่องจากวิธีการประมวลผลที่แตกต่างกันของแต่ละซีก สมองแต่ละซีกคิดถึงเรื่องที่แตกต่างกัน แต่ละซีกสนใจเรื่องที่แตกต่างกัน และ ฉันมีความเชื่ออย่างแรงว่า สมองแต่ละซีกมีบุคคลิกที่แตกต่างกันด้วย
03:25
ขอโทษนะคะ ขอบคุณคะ รบกวนด้วยค่ะ (ผู้ช่วย: เช่นกันครับ)
03:33
สมองซีกขวาของเราสนใจเกี่ยวกับปัจจุบัน เกี่ยวกับ ณ ที่นี่ ณ เวลานี้ ซีกขวานั้น ประมวลผลหรือคิดเป็นภาพ และมันเรียนรู้โดยผ่านการเคลื่อนไหวของร่างกายของเรา ข้อมูลต่างๆจะอยู่ในรูปแบบของพลังงาน และ มันจะไหลหลั่งเข้ามาพร้อมๆกัน ผ่านระบบการรับรู้ทั้งหมดของตัวเรา และข้อมูลนี้ก็จะระเบิดเป็นภาพอันยิ่งใหญ่ที่ผสมผสานกันไปหมด เพื่อบอกลักษณะของปัจจุบันขณะนั้นๆ ปัจจุบันนี้มีกลิ่นอะไร มีรสชาติอย่างไร มีสัมผัสอย่างไร และมีเสียงเป็นอย่างไร ฉันเป็นสิ่งมีชีวิตที่ประกอบไปด้วยพลังงานที่เชื่อมต่อกับ พลังงานรอบๆตัวฉัน ผ่าน การนึกคิด การรับรู้ ของสมองซีกขวา เราทั้งหลายล้วนเป็นและ ณ ที่นี่ สิ่งมีชีวิตที่ประกอบไปด้วยพลังงาน ที่เชื่อมต่อถึงกันและกัน ผ่านการนึกคิด การมีสติ ของสมองซีกขวา และหลอมรวมกันเป็น เป็นครอบครัวแห่งมนุษย์หนึ่งเดียว ณ เวลานี้ เราเป็นพี่น้องกันบนโลกโลกนี้ เรามาเพื่อทำให้โลกเป็นที่ที่ดีขึ้น และในเวลานี้ เราไร้ที่ติ เราสมบูรณ์ เราสวยงาม
04:44
แต่สมองซีกซ้ายของฉัน สมองซีกซ้ายของเราทุกๆคน เป็นที่ที่ แตกต่างจากสมองซีกขวามากๆ ซีกซ้ายของเรานั้นคิดทีละขั้นทีละตอน มีหลักการ สมองซีกซ้ายของเรา สนใจแต่เรื่องในอดีต และ เรื่องในอนาคต ซีกซ้ายของเราถูกออกแบบ ให้หยิบภาพผสมผสานอันยิ่งใหญ่อันนั้น ภาพแห่งปัจจุบัน และเริ่มแยกแยะรายละเอียด และ รายละเอียดเกี่ยวกับรายละเอียดต่างๆออกมา และมันก็จะจัดหมวดหมู่ และจัดระเบียบข้อมูลทั้งหมดนั้น และ เอามาโยงเข้า กับทุกๆอย่างในอดีตที่เราเคยเรียนรู้และสั่งสมมา และ ต่อยอดมันออกไปในเป็นอนาคตแห่งความเป็นไปได้ทั้งหมด และ สมองซีกซ้ายของเราคิดเป็นภาษา มันคือเสียงพูดเจ๊าะแจ๊ะเรื่อยๆในสมองของเรา ที่เชื่อมตัวฉันและ โลกภายในของฉัน เข้ากับโลกภายนอก มันคือเสียงเล็กๆที่บอกเราว่า "นี่ อย่าลืม แวะซื้อกล้วยตอนกลับบ้านด้วยนะ ฉันต้องการมันสำหรับพรุ่งนี้เช้า
05:41
มันคือความเฉลียวฉลาดที่คอยคิดคอยคำนวณและเตือนฉันเมื่อ ถึงเวลาที่จะต้องซักผ้า แต่สิ่งที่อาจสำคัญที่สุดที่มันทำคือ เป็นเสียงที่พูดกับฉันว่า ฉันคือตัวฉัน ฉันคือฉัน และทันทีที่สมองซีกซ้ายพูดกับฉันว่า ฉันคือตัวฉัน นั้น ฉันแยกตัวเองออกจากอย่างอื่น ฉันกลายเป็น คนหนึ่งคน แยกออกและไม่เป็นส่วนเดียวกับพลังงานที่ไหลไปไหลมา รอบตัวฉัน และ ฉันแยกออกจากคนอื่น เป็นอีกส่วนหนึ่งที่ไม่ได้เชื่อมต่อกับคุณ และนั่นคือส่วนของสมองที่ฉันสูญเสียไป ในช่วงเช้าของวันที่เส้นเลือดในสมองของฉันแตก
06:12
เช้าของวันที่เกิดเหตุการเส้นเลือดแตก ฉันตื่นขึ้นมาและรู้สึกถึง ความปวดแบบตุบๆหลังตาข้างซ้าย มันเป็นความเจ็บปวดที่รู้สึก กัดกร่อน – ความเจ็บปวด เหมือนเวลาคุณกินไอศครีมที่เย็นจัด ความปวดนี้จะมา แล้วก็ไป แล้วมันก็มาอีก แล้วมันก็ไป และเนื่องจากปกติแล้ว ฉันไม่ค่อยเจ็บ หรือเกิดความปวดบ่อยนัก ฉันก็คิดกับตัวเองว่า ไม่มีปัญหาก็แค่ลุกขึ้นและเริ่มกิจวัตรประจำวันก็แล้วกัน
06:39
ฉันจึงลุกขึ้นและกระโดดขึ้นบนเครื่องออกกำลังกายของฉัน ซึ่งเป็นเครื่องออกกำลังกายแบบ ออกกำลังทั่วทุกส่วนของร่างกาย ฉันก็ลุยอยู่บนเจ้าเครื่องนี่ และฉันก็อยู่ดีๆตระหนักว่า ทำไมมือฉันมันดูเหมือนจะกลายเป็นก้ามของสัตว์ดึกดำบรรพ์ ที่กำลังหนีบราวจับของเครื่องอยู่ และฉันก็คิดกับตัวเองว่า "นี่มันพิกลจัง" และฉันก็จ้องไปตามร่างกายของฉันและก็อุทานว่า "โอ้ ฉันเหมือนตัวประหลาดจัง" ฉันคิดว่าสิ่งที่เกิดขึ้นคือ การนึกคิดการรับรู้ของฉันได้เปลี่ยนไปจาก วิธีการรับรู้โลกแบบปกติ ที่เราคิดว่าเราเป็นผู้ที่ยืนอยู่ บนเครื่องออกกำลังกายและกำลังมีประสบการณ์นี้ กลายเป็นมุมมองที่แปลกประหลาด เหมือนกับว่าฉันถอดตัวออกมาและกำลังมองกลับไปเห็นร่างกายตัวเองกำลังมีประสบการณ์นี้อยู่
07:17
เป็นความพิกลจริงๆ และหัวของฉันก็เริ่มจะปวดมากขึ้น ฉันเลยลงจากเครื่องออกกำลังกาย และกำลังเดินอยู่ในห้องนั่งเล่น และฉันตระหนักขึ้นมาว่า ทุกๆอย่างในร่างกายของฉัน ได้ทำงานช้าลงอย่างมาก ทุกๆก้าวเป็นก้าวที่แข็งทื่อ และเป็นไปอย่างตั้งใจมาก การก้าวเดินของฉันไม่มีความลื่นไหลตามธรรมชาติ และขณะนั้นฉันถูกจำกัดในการสัมผัสรับรู้ ได้เฉพาะระบบภายในเท่านั้น และฉันก็ยืนอยู่ในห้องน้ำ กำลังเตรียมตัว ที่จะก้าวเข้าห้องอาบน้ำ และฉันสามารถได้ยิน บทสนทนาในร่างกายของฉัน ได้ยินเสียงเล็กๆ พูดว่า "เอาหละ กล้ามเนื้อส่วนนี้ เจ้าต้องเกร็งขึ้นมานะ ส่วนกล้ามเนื้อนั่น เจ้าจงคลายตัวซะ"
07:52
และฉันก็เสียการทรงตัว และไปพิงอยู่ที่กำแพง ฉันมองลงไปที่แขนของฉัน และรู้สึกว่า ฉันแยกไม่ออกแล้วว่าอะไรคือแขนอะไรคือกำแพง ฉันไม่สามารถแยกออกว่าตัวฉันคือส่วนไหนบ้าง เริ่มต้นที่ตรงไหนจบลงที่ตรงไหน เพราะว่าอะตอม และโมเลกุลของแขนฉัน หลอมรวมไปกับอะตอม และโมเลกุลของกำแพง และสิ่งที่ฉันก็รับรู้ได้อย่างเดียว คือพลังงาน
08:18
และฉันก็ถามตัวเองว่า "นี่ฉันเป็นอะไรไปนี่ เกิดอะไรขึ้น" และ ณ ขณะนั้น เสียงจอแจในสมองของฉัน เสียงจอแจของสมองซีกซ้าย ก็เงียบกริบลงทันที เหมือนกับว่ามีใครคว้ารีโมทควบคุมสมอง และกดปุ่มตัดเสียง จนมีแต่ความเงียบสนิท ทีแรกฉันรู้สึกตกใจที่พบตัวเอง อยู่ภายในสมองที่เงียบสนิท แต่ทันทีนั้นฉันได้หลงเสน่ห์ กับความสง่างามของพลังงานที่อยู่รอบตัวฉัน และเพราะว่าฉันไม่สามารถแยกแยะ ร่างกายของฉันต่อไปได้แล้ว มันทำให้ฉันรู้สึกยิ่งใหญ่ และขยายตัวออกไป ฉันรู้สึกเป็นหนึ่งเดียวกับพลังงานที่มีอยู่ และมันก็สวยงามที่รู้สึกอย่างนั้น
08:58
ทันใดนั้น ซีกซ้ายของสมองก็กลับมา ทำงานอีกครั้ง และมันก็พูดกับฉันว่า "เฮ้ย เรามีปัญหาแล้ว เรามีปัญหาแล้ว เราต้องการความช่วยเหลือ" และฉันก็เลยนึกได้ว่า "โอ้ ฉันมีปัญหาแล้วหละ ฉันมีปัญหา" แล้วก็ "เอาหละ เอาหละ เข้าใจแล้ว ฉันมีปัญหา"
09:10
แต่เสร็จแล้วฉันก็ลอยกลับไป เป็นหนึ่งเดียวกับพลังงานรอบตัวฉัน ที่ที่ฉันเรียกอย่างเอ็นดูว่า ดินแดน ลัลลา ดินแดนนั้นมันสวยงาม ลองจินตนาการดูว่ามันเป็นอย่างไร ถ้าหากว่าคุณตัดขาดจาดโดยสิ้นเชิง จากเสียงจอแจของสมองที่เชื่อมต่อตัวคุณกับโลกภายนอก
09:28
ในดินแดนนี้ ทุกๆอย่าง งานของฉัน และความเครียดความกดดันต่างๆเกี่ยวกับงาน มันหายไปหมด ฉันรู้สึกว่าตัวเบาขึ้น ลองนึกต่อว่า ความสัมพันธ์ต่างๆในโลกภายนอก และความเครียดที่มากับความสัมพันธ์เหล่านั้น มันหายไปหมด มันทำให้ฉันรู้สึกถึงความสงบ และลองนึกต่อไปว่ามันจะรู้สึกอย่างไร ถ้าได้สลัดทิ้งความรู้สึกทุกข์สุขที่แบกมาทั้งชีวิต ทั้ง 37 ปี (หัวเราะ) โอ้ ฉันรู้สึกปีติ ความปีติ มันสวยงามจริงๆ
10:03
และแล้ว อีกครั้งหนึ่ง สมองซีกซ้ายก็กลับมาอีกและมันบอกว่า "เฮ้ย เธอต้องสนใจหน่อยแล้ว เราต้องการความช่วยเหลือแล้วนะ" และฉันก็นึก "ฉันต้องการช่วยเหลือแล้ว ฉันต้องมีสมาธิ" ฉันเลยออกมาจากห้องอาบน้ำ และแต่งตัวด้วยความพยายามสูงมาก และฉันก็เริ่มเดินไปเดินมาในบ้านของฉัน และฉันก็คิดว่า "ฉันต้องไปทำงาน ฉันต้องไปทำงาน จะขับรถได้ไหม ฉันจะขับรถได้ไหม"
10:20
และในวินาทีนั้นแขนข้างขวาของฉัน ก็เป็นอัมพาต และห้อยอยู่ที่ข้างตัว ฉันจึงรู้ตัวว่า "ตายแล้ว เส้นเลือดสมองฉันแตกแล้ว เส้นเลือดแตกแล้ว"
10:28
และสิ่งต่อไปที่สมองฉันคิดก็คือ "ว้าวเจ๋งจังเลยนี่" (หัวเราะ) "มันเจ๋งจริงๆ จะมีนักวิจัยนักวิทยาศาสตร์ทางสมองกี่สักกี่คน ที่ได้มีโอกาสศึกษาเข้าไปข้างในสมองของตัวเองแบบนี้นะ" (หัวเราะ)
10:44
และฉันก็นึกขึ้นมาได้ว่า "แต่ฉันเป็นผู้หญิงที่งานยุ่งมากนะ" (หัวเราะ) "ฉันไม่มีเวลาให้กับเส้นเลืิอดในสมองแตกนะ"
10:51
ฉันก็เลยคิดต่อว่า "ไม่เป็นไร ฉันห้่ามไม่ให้เส้นเลือดแตกไม่ได้ ถ้าอย่างนั้นก็ลองดูไปสัก อาทิตย์หรือสองอาทิตย์ดู และ แล้วค่อยกลับเข้าสู่ตารางเดิม ดีๆ เอาตามนี้ก็แล้วกัน แต่ตอนนี้คงต้องเรียกร้องหาคนมาช่วยแล้วหละ ฉันต้่องโทรไปที่ทำงาน" แต่ฉันไม่สามารถนึกเบอร์โทรศัพท์ที่ทำงานได้ แต่ฉันนึกขึ้นมาได้ว่าในห้องทำงานที่บ้านฉันมีนามบัตร ที่มีเบอร์โทรศัพท์ของตัวเองเขียนไว้ ฉันก็เลยไปที่ห้องทำงานของฉัน และดึงปึกนามบัตรออกมา มันหนาตั้ง 3 นิ้ว และฉันก็มองไปที่นามบัตรใบแรกที่อยู่บนสุด และแม้ว่าในสมองฉันนึกภาพออกว่า นามบัตรของฉันที่หาอยู่หน้าตาเป็นอย่างไร ฉันดูไม่ออกว่านามบัตรใบนี้ ใช่นามบัตรของฉันไหม เพราะว่าตาฉันเห็นแต่ภาพ จุดต่างๆของอักษรดูกลมกลืนไป กับภาพพื้นหลังของนามบัตร และสัญลักษณ์ต่างๆนาๆ ฉันแยกอะไรไม่ออกเลย ฉันก็ได้แต่รอให้สมองกลับมาทำงานชั่วขณะหนึ่ง และในขณะนั้น ฉันสามารถ ที่จะเชื่อมกับโยงโลกปกติที่คุ้นเคย ทำให้ฉันแยกแยะได้ว่า นามบัตรใบนี้ไม่ใช่ ใบนี้ก็ไม่ใช่ ใบนี้ไม่ใช่ ฉันใช้เวลา 45 นาที ที่จะหาดูนามบัตรผ่านไปได้แค่หนึ่งนิ้ว จากทั้งหมดที่อยู่ในกองนั้น ในเวลา 45 นาทีนั้น เลือดก็ไหลออกมาจากเส้นเลือดแตก และกำลังขยายตัวขึ้นเรื่อยๆ ในสมองซีกซ้ายของฉัน ฉันไม่สามารถเข้าใจตัวเลข ฉันไม่เข้าใจว่าโทรศัพท์คืออะไร แต่มันก็เป็นทางเดียวที่ฉันมีอยู่ตอนนั้น ฉันก็เลยหยิบโทรศัพท์และวางมันไว้ตรงนี้ และฉันหยิบนามบัตร และวางมัันไว้ตรงนี้ และฉันก็เล่นจับคู่ กับสัญลักษณ์ในนามบัตรที่ฉันไม่เข้าใจ แล้วจับคู่ให้ตรงกับสัญลักษณ์ ที่หน้าตาเหมือนกันกับบนโทรศัพท์ แต่แล้วฉันก็ลอยกลับไปสู่ดินแดน ลัลลา และพอได้สติกลับมาอีกครั้งฉันจะจำไม่ได้ว่่า กดเบอร์ไหนไปแล้วบ้าง ก็เลยใช้แขนที่อัมพาตให้เป็นประโยชน์ เหวี่ยงมันขึ้นมาเหมือนท่อนไม้ และเอามาปิดเบอร์ที่กดไปแล้ว เพื่อว่าพอกลับมาสู่โลกแห่งความเป็นจริง ฉันจะสามารถบอกได้ว่า "ใช่ฉันกดเบอร์นี้ไปแล้วนะ"
12:30
ในที่สุด ฉันก็กดเบอร์โทรได้หมด และฉันก็ยกหูโทรศัพท์เพื่อฟัง และเพื่อนร่วมงานของฉันก็รับโทรศัพท์ และเขาก็พูดว่า "วู่ วู่ วู่ วู่" (หัวเราะ) ฉันคิดกับตัวเองว่า "อุ้ยตายแล้ว เขาฟังดูเหมือนหมาโกลเดนรีทรีฟเวอร์เลย"
12:50
และฉันก็พูดกับเขา ซึ่งในสมองของฉันมันชัดมากกับคำพูดที่จะบอกเขาว่า "นี่ ฉันเอง จิล นะ ฉันต้องการความช่วยเหลือ" และเสียงที่ฉันเปล่งออกมาคือ "วู่ วู่ วู่ วู่ วู่" และฉันก็คิดว่า "เอาหละคราวนี้ ฉันเองก็ฟังดูเหมือนหมาหมาโกลเดนรีทรีฟเวอร์เหมือนกัน" ฉันเลยตระหนักได้ว่า ฉันไม่สามารถรับรู้ และ ฉันไม่รู้ ว่าฉันพูดไม่ได้ หรือ ไม่สามารถเข้าใจภาษาได้ เมื่อฉันได้ลองพูดออกมา เพื่ิอนร่วมงานของฉันก็เลยรู้ว่าฉันต้องการความช่วยเหลือ และสุดท้ายก็มีคนมาช่วย
13:09
และอีกสักพักหนึ่งฉันก็อยู่ในรถฉุกเฉิน จากโรงพยาบาลแห่งหนึ่งในเมืองบอสตัน มุ่งไปทางโรงพยาบาล แมสซาชูเซตส์ เจเนอรัล ฉันขดตัวเข้าเป็นลูกบอลกลมๆ และคล้ายกับลูกโป่งที่ใกล้จะหมดลมแล้ว และมีความรู้สึกว่านี่คือเฮือกสุดท้ายแล้วของลูกโป่งนี้ ฉันรู้สึกถึงเฮือกสุดท้ายของพละกำลัง และฉันสัมผัสถึงการปลดปล่อยของวิญญาณของตัวเอง
13:33
ในวินาทีนั้น ฉันรู้ว่า ฉันไม่ได้เป็นผู้กำหนดชะตาชีวิตตัวเองแล้ว ถ้าแพทย์ไม่สามารถช่วยฉันได้ และมอบโอกาส ที่จะมีชีวิตต่อไปอีกครั้งหนึ่ง ก็แปลว่า นี่คือวินาทีของการลาจากไปสู่ที่อื่นแล้ว
13:55
ช่วงบ่ายๆวันนั้นฉันตื่นขึ้นมา และก็รู้สึกตกใจ ที่ได้พบว่าฉันยังมีชีวิตอยู่ ตอนนั้นที่รู้สึกว่าวิญญาณยอมจำนน ฉันได้บอกลาชีวิตตัวเองไปแล้ว แต่ตอนนี้จิตของฉันลอยอยู่ระหว่าง โลกสองโลก ที่แตกต่างกันมากๆ มีสัญญาณกระตุ้นต่างๆวิ่งเข้ามา ผ่านระบบการรับรู้ และสัญญาณเหล่านั้นที่เข้ามาทำให้รู้สึกปวดมาก แสงสว่างแผดเผาสมองเหมือนกับว่าไฟป่า ส่วนเสียงก็ดัง และสับสนอลหม่านมากจนฉันไม่สามารถแยกแยะ เสียงพูดออกจากเสียงรบกวนอื่นๆได้ นั่นทำให้ฉันอยากหนีพ้นไปจากทุกๆอย่าง และเนื่องจากว่าฉันไม่สามารถแยกแยะ ว่าร่างกายของฉันคือส่วนไหน ทำให้ฉันรู้สึกใหญ่มโหฬารและกว้างใหญ่ไพศาล เปรียบเหมือนยักษ์ในตะเกียงที่เพิ่งถูกปลดปล่อยออกมาจากขวด และจิตใจของฉันทยานไปอย่างอิสระ เหมือนปลาวาฬยักษ์ ที่กำลังร่อนร่ายไปมาในทะเลแห่งความสุขสงบ นิพพาน ฉันได้พบนิพพาน และฉันจำได้ว่าคิดกับตัวเองว่า ฉันไม่มีทางบีบตัวตน ที่ใหญ่โตขนาดนั้นกลับเข้าร่างกายเล็กๆได้
15:14
แต่ฉันก็ได้ตระหนักขึ้นมาว่า "ฉันยังมีชีวิต ฉันยังมีชีวิต และฉันได้พบนิพพานแล้ว และถ้าฉัน ได้พบนิพพานและยังมีชีวิตอยู่ ก็หมายความว่า ใครๆ ที่มีชีวิตอยู่ก็สามารถพบนิพพานได้" และฉันนึกภาพของโลก ที่เต็มไปด้วย ผู้คนที่มี ความสวยงาม ความสงบ ความเมตตา และความรัก ผู้คนที่สามารถเข้าถึง พื้นที่แห่งนี้ได้ทุกเมื่อ ทุกคนสามารถเลือก ที่จะก้าวไปทางขวาออกจาก สมองซีกซ้าย ไปซีกขวา เพื่อเข้าถึงความสงบอันนี้ และฉันได้ตระหนักว่า การค้นพบนี้สามารถเป็นของขวัญอันยิ่งใหญ่ สามารถเป็นการรู้แจ้งที่ยื่งใหญ่แค่ไหน ถึงวิถีชีวิตของคนเรา และการตระหนักได้ครั้งนี้ทำให้ฉันมีกำลังใจที่จะฟื้นตัว
16:10
ประมาณสองอาทิตย์ครึ่ง หลังจากอาการตกเลือดในสมอง ศัลยแพทย์ได้ทำการผ่าตัด เอาก้อนโลหิต ก้อนโลหิตขนาดใหญ่เท่าลูกกอล์ฟ ที่ไปกดส่วนของสมองที่เกี่ยวกับภาษา ออกไป ในรูปนี้่ ฉันอยู่กับแม่ของฉัน คุณแม่เป็็นนางฟ้าในชีวิตฉันจริงๆ ฉันใช้เวลา 8ปี กว่าจะหายดีอย่างสมบูรณ์
16:29
เคยสงสัยไหมว่าพวกเราคืออะไร ฉันคิดว่าพวกเราเป็นพลังแห่งชีวิตของจักรวาล ที่มีไม้มีมือ และสมองที่คิดได้สองแบบ และเรามีอำนาจในการเลือก ในทุกขณะว่า เราจะเป็นใคร และอย่างไรในโลกนี้ ณ ที่นี่ เวลานี้ ฉันสามารถก้าวเข้าสู่ จิตของสมองซีกขวา ได้ทันที ฉันเป็นพลังงานแห่งชีวิตของจักรวาล ฉันเป็นพลังงานแห่งชีวิตของโมเลกุล 50ล้านล้าน โมเลกุล อันสวยงาม และชาญฉลาด ที่ประกอบตัวขึ้นเป็นร่างกายของฉัน ฉันเป็นหนึ่งกับทุกๆสิ่ง หรือ ฉันสามารถก้าวเข้าสู่จิตของ สมองซีกขวา ที่ที่ฉันกลายเป็นคนหนึ่งคน เป็นเนื้อหนังร่างกายที่จับต้องได้ แยกออกจากพลังงานที่ไหลเวียนอยู่ตลอด แยกออกจากคนคนอื่น ฉันคือ ดร.จิล โบวท์ เทย์เลอร์ นักคิด นักกายวิภาคศาสตร์ระบบประสาท นี่คือ ตัวฉัน ทั้งหลาย ที่อยู่ข้างใน คุณคาดว่าจะเลือกที่จะเป็นแบบไหน คุณเลือกที่จะเป็นแบบไหน และเมื่อไหร่ ฉันเชื่อว่าถ้าหากว่าเราใช้เวลาของเรามากขึ้น กับการเลือกที่จะอยู่ในภาวะของสมองที่ทำให้เราสัมผัสความสงบในตัวเรา ที่มาจากสมองซีกขวา เราจะเป็นแหล่งเกิดของความสงบ ให้กับโลก และโลก และสังคมของเราก็จะมีความสงบมากขึ้น
17:55
และฉันคิดว่าทั้งหมดนี้เป็น ความคิดที่น่าเผยแพร่ค่ะ
วันพฤหัสบดีที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2568
Lost In My Own Thoughts: An Intellectual Legacy

*
คุณวารีนา ปุญญวัณน์ ผู้เขียนหนังสือ "ฉันผู้รอดชีวิตจากโรค Stroke" ได้บอกเล่าประสบการณ์ตรงจากการเผชิญหน้าและเอาชนะโรคหลอดเลือดสมอง (Stroke) ผ่านการเดินทางที่เต็มไปด้วยความท้าทาย ทั้งการเรียนรู้ที่จะเข้าใจโรค การฟื้นฟูร่างกายและจิตใจ การปรับเปลี่ยนชีวิตสู่การมีสุขภาพที่ดีขึ้น พร้อมทั้งส่งต่อกำลังใจและข้อคิดดีๆ ให้กับผู้ป่วยและครอบครัวผู้ดูแล ให้เห็นถึงความหวังและศักยภาพในการกลับมามีชีวิตใหม่หลังโรค Stroke เพื่อเป็นแนวทางและแรงบันดาลใจในการดูแลตนเองให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างยั่งยืน โดยเนื้อหาหลักเน้นการฟื้นฟูทั้งร่างกาย, จิตใจ และมุมมองชีวิตใหม่.
*****
ใจความสำคัญจากหนังสือ/เรื่องเล่า:
การเผชิญหน้ากับความจริง: ยอมรับและเข้าใจโรค Stroke เป็นก้าวแรกของการรักษาและฟื้นฟู.
การฟื้นฟูแบบองค์รวม: ไม่ใช่แค่กายภาพบำบัด แต่รวมถึงการฟื้นฟูจิตใจ การหาความหมายใหม่ให้ชีวิต และการปรับเปลี่ยนทัศนคติ.
พลังแห่งความรักและการสนับสนุน: ความรักจากครอบครัวและคนรอบข้างเป็นกำลังใจสำคัญในการต่อสู้กับโรค.
**********การเรียนรู้ที่จะอยู่กับโรค: การปรับเปลี่ยนวิถีชีวิต การดูแลสุขภาพอย่างสม่ำเสมอ และการมีวินัยในการกินอาหารและการออกกำลังกาย.
ความหวังและศักยภาพที่ซ่อนอยู่: แม้จะเจ็บป่วย แต่ก็ยังมีศักยภาพที่จะพัฒนาและมีชีวิตที่ดีได้.
ทำไมเรื่องเล่านี้ถึงสำคัญ?
เป็นเรื่องเล่าที่สร้างแรงบันดาลใจและให้ความรู้จริงจากผู้ประสบภัยเอง ทำให้ผู้อื่นที่กำลังเผชิญกับโรค Stroke หรือโรคอื่นๆ มีกำลังใจและแนวทางในการฟื้นฟูตนเองให้กลับมาแข็งแรงและใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุขอีกครั้ง.
Lost My Own Thoughts: An Intellectual Legacy
(หลงอยู่ในความคิด: มรดกทางความคิดและความสงบ)
Part 1: The Inner Peace
"You learn that being alone does not mean lonely. You begin to design the life you want to live as best as you can. A sense of serenity is born of acceptance."
คุณจะเรียนรู้ว่าการอยู่ลำพังไม่ได้หมายถึงความโดดเดี่ยว คุณจะเริ่มออกแบบชีวิตที่ต้องการอย่างสุดความสามารถ ความเงียบสงบในใจนั้นถือกำเนิดขึ้นจากการยอมรับ"
Warina Punyawan: Lost In My Own Thoughts
http://maywarina.blogspot.com/p/lost-in-my-own-thoughts.html
I have come a long way, from the womb till now.
Had my share of happiness and pain.
Sometimes the storms of life got me down and I cried,
but I pushed on through the wind
and got back on my feet again
Even in the darkest night,my spirit never died!
The Awakening
A time comes in your life when you finally get it...When in the midst of all your fears and insanity you stop dead in your tracks and somewhere, the voice
inside your head cries out - ENOUGH!
Enough fighting and crying, or struggling to hold on. And, like a child quieting down after a blind tantrum, your sobs begin to subside, you shudder once or twice, you blink back your tears and through a mantle of wet lashes, you begin to look at the world through new eyes.
This is your awakening...
You awaken to the fact that you are not perfect and that not everyone will always love, appreciate or approve of who or what you are ... and that's OK. (They are entitled to their own views and opinions.) And you learn the importance of loving and championing yourself and in the process, a sense of new found confidence is born of self-approval.
You stop complaining and blaming other people for the things they did to you (or didn't do for you) and you learn that the only thing you can really count on is the unexpected. You learn that people don't always say what they mean or mean what they say and that not everyone will always be there for you and that it's not always about you. So, you learn to stand on your own and to take care of yourself and in the process, a sense of safety & security is born of self-reliance.
You stop judging and pointing fingers and you begin to accept people as they are and to overlook their shortcomings and human frailties and in the process, a sense of peace & contentment is born of forgiveness.
You realize that much of the way you view yourself and the world around you, is a result of all the messages and opinions that have been ingrained into your psyche. You begin to sift through all the junk you've been fed about how you should behave, how you should look and how much you should weigh, what you should wear and where you should shop and what you should drive, how and where you should live and what you should do for a living, who you should marry and what you should expect of a marriage, the importance of having and raising children or what you owe your parents. You learn to open up to new worlds and different points of view. You begin reassessing and redefining who you are and what you really stand for.
You learn the difference between wanting and needing and you begin to discard the doctrines and values you've outgrown, or should never have bought into to begin with and in the process, you learn to go with your instincts.
You learn that it is truly in giving that we receive and that there is power and glory in creating and contributing and you stop maneuvering through life merely as a "consumer" looking for your next fix.
You learn that principles such as honesty and integrity are not the outdated ideals of a by gone era, but the mortar that holds together the foundation upon which you must build a life.
You learn that you don't know everything; it's not your job to save the world and that you can't teach a pig to sing. You learn to distinguish between guilt and responsibility and the importance of setting boundaries and learning to say NO. You learn that the only cross to bear is the one you choose to carry and that martyrs get burned at the stake.
Part 2: A Lesson from Peter (บทเรียนจากคุณปีเตอร์)
"I recall my dear friend, Peter, who faced his battle with cancer with such grace. His peaceful end is a lesson for all of us—not just those who are grieving, but for anyone who is still breathing. It teaches us that while our time here is limited, the peace we find within ourselves is eternal."
"ฉันนึกถึงปีเตอร์ เพื่อนรักที่เผชิญกับการต่อสู้กับโรคมะเร็งด้วยความสง่างาม การจากไปอย่างสงบของเขาเป็นบทเรียนสำหรับเราทุกคน ไม่ใช่แค่คนที่โศกเศร้า แต่สำหรับใครก็ตามที่ยังมีลมหายใจ มันสอนเราว่าแม้เวลาจะมีจำกัด แต่ความสงบในใจนั้นเป็นนิรันดร์"
You learn to look at relationships as they really are and not as you would have them be. You stop trying to control people, situations and outcomes.
You learn that just as people grow and change, so it is with love; and you learn that you don't have the right to demand love on your terms, just to make you happy.
You learn that alone does not mean lonely. You look in the mirror and come to terms with the fact that you will never be a size 5 or a perfect 10 and you stop trying to compete with the image inside your head and agonizing over how you "stack up."
You also stop working so hard at putting your feelings aside, smoothing things over and ignoring your needs. You learn that feelings of entitlement are perfectly OK and that it is your right, to want things and to ask for the things that you want and that sometimes it is necessary to make demands.
You come to the realization that you deserve to be treated with love, kindness, sensitivity and respect and you won't settle for less. You allow only the hands of a lover who cherishes you, to glorify you with his touch and in the process, you internalize the meaning of self-respect.
And you learn that your body really is your temple. And you begin to care for it and treat it with respect. You begin eating a balanced diet, drinking more water and taking more time to exercise. You learn that fatigue diminishes the spirit and can create doubt and fear. So you take more time to rest. Just as food fuels the body, laughter fuels our soul; so you take more time to laugh and to play.
You learn that for the most part in life, you get what you believe you deserve and that much of life truly is a self-fulfilling prophecy.
You learn that anything worth achieving is worth working for and that wishing for something to happen, is different from working toward making it happen.
More importantly, you learn that in order to achieve success you need direction, discipline and perseverance. You also learn that no one can do it all alone and that it's OK to risk asking for help.
You learn that the only thing you must truly fear is the great robber baron of all time; FEAR itself. You learn to step right into and through your fears, because you know that whatever happens you can handle it and to give in to fear, is to give away the right to live life on your terms.
You learn to fight for your life and not to squander it living under a cloud of impending doom. You learn that life isn't always fair, you don't always get what you think you deserve and that sometimes bad things happen to unsuspecting, good people. On these occasions, you learn not to personalize things. You learn that God isn't punishing you or failing to answer your prayers; it's just life happening.
You learn to deal with evil in its most primal state; the ego. You learn that negative feelings such as anger, envy and resentment must be understood and redirected or they will suffocate the life out of you and poison the universe that surrounds you. You learn to admit when you are wrong and to build bridges instead of walls.
You learn to be thankful and to take comfort in many of the simple things we take for granted; things that millions of people upon the earth can only dream about; a full refrigerator, clean running water, a soft warm bed, a long hot shower. Slowly, you begin to take responsibility for yourself, by yourself and you make yourself a promise to never betray yourself and to never ever settle for less than your heart's desire. You hang a wind chime outside your window so you can listen to the wind, and you make it a point to keep smiling, to keep trusting and to stay open to every wonderful possibility.Finally, with courage in your heart and with God by your side you take a stand, you take a deep breath and you begin to design the life you want to live as best as you can.
Part 3: The Final Message (บทสรุป)
"Let us live with purpose, so we may depart with peace. This is my 'Intellectual Legacy' for you all."
ไทย: "ขอให้เราใช้ชีวิตอย่างมีจุดมุ่งหมาย เพื่อที่เราจะได้จากไปอย่างสงบ นี่คือมรดกทางความคิดที่ฉันขอมอบไว้ให้"โพสต์แนะนำ
My stroke recovery journey
Recovery from stroke is a lifelong process. For many people, recovery begins with formal rehabilitation, which can restore independen...
-
ฉันป่วยเป็นโรค สโตร๊ค (Stroke) เวลาพูดว่า ฉันเป็นโรค " สโตร๊ค " คนที่ไม่รู้ก็งง มันคือโรคอะไร มันคือโรค ...
-
ฉันป่วยเป็น โรคความดันโลหิตสูง มาเป็นเวลา 5 ปี ก่อน ล้มป่วยด้วยโรคเลือดในสมอง(สโตรก) ซึ่งมันน่าจะเรียกว่าเป็น ประสบการณ์ที่น่ากลัวที่สุด...
-
เซนโนไซด์ (Sennosides) หรือที่มักรู้จักกันในชื่อการค้าว่า ยาเซโนคอต (Senokot) เป็นอนุพันธุ์ของสาร Anthraquinone มนุษย์สกัดได...











